สาวแฉคนสนิท จินตหรา สูบเงิน 6 ล้าน

37

กรณีหญิงสาวชาวไทย ทำงานในประเทศอิตาลี ออกมาร้องทุกข์อ้างว่า ถูกคนสนิทของนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง จินตหรา พูนลาภ หลอกลวงเอาเงินไปสูงกว่า 6 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่ามารดาจะฆ่าตัวตาย ทำให้หญิงสาวหลงเชื่อและโอนเงินให้ ตามที่เป็นกระแสวิจารณ์นั้น ล่าสุดวันที่ 14 เม.ย.64 ทีมข่าว เดินทางมาพบกับนางนก (นามสมมติ) ผู้เสียหาย ซึ่งวันนี้เข้ามาที่สำนักงานทนายความ ทนายคู่ใจ ของทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม แต่ยังไม่ได้พูดคุย ก็ร้องไห้ออกมาก่อน

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

จากนั้นมีการปรึกษาเรื่องคดีความประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนนางนก จะออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ตนสูญเงินทั้งหมด รวมทรัพย์สิน สิ่งของแบรนด์เนมที่ให้ผู้ชายคนนี้ไปทั้งหมด มากกว่า 6 ล้านบาท จำนวนนี้เป็นเงินสดประมาณ 4-5 ล้านบาท ตนเป็นคนไทยที่เปิดร้านอาหารไทยในอิตาลีมา 20 ปี ตนรู้จักผู้ชายคนนี้ผ่านการติดตามข่าวน้องชมพู่ และเริ่มติดต่อคุยกันเนื่องจากตนเพิ่งรู้ว่าผู้ชายคนนี้ เป็นคนสนิทของจินตหรา พูนลาภ หลังจากทักทายคุยกัน ก็ตามประสาแฟนคลับที่อยากส่งของขวัญให้ แต่ช่วงนั้นมีโควิด-19 ระบาด ทำให้ตนขาดการติดต่อไป

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

จนผ่านไป 10-15 วัน ตนติดต่อหาผู้ชายคนนี้ ผ่านแชตเฟซบุ๊ก เรื่องการส่งของขวัญให้ แต่ผู้ชายคนนี้ อ้างว่าของที่จะส่งให้ราคาแพง จึงขอให้เอาเงินมาช่วยดีกว่า 1 แสนบาท เป็นเงินที่อ้างว่าจะใช้ลงทุนเกี่ยวกับประกันชีวิต ซึ่งลงทุนกับเพื่อน โดยตนเห็นว่าเป็นคนสนิทของจินตหรา จึงยินยอมให้ยืมเงินไป ตกเย็นผู้ชายคนนี้ อ้างว่าสรุปเงินที่ต้องใช้คือ 1.7 แสนบาท แต่ตนมีให้เพียง 5 หมื่นบาท จึงโอนเพิ่มให้รวมเป็น 1.5 แสนบาท

เมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์ ผู้ชายคนนี้โทรศัพท์มาขอยืมเงินอีก 2 แสนบาท โดยอ้างว่ามีคนป่วยเอาโฉนดที่ดินมาจำนองที่บ้าน และจะแบ่งดอกให้ 5% ผู้ชายคนนี้ ขอเพียงเงินค่าขนม 2% เท่านั้น ภายหลังตนได้ทักไปถามผู้ชายคนนี้ว่า จะคืนเมื่อไร ผู้ชายคนนี้อ้างว่าจะคืนเดือน พ.ค.64 ผ่านไปอีก 1 สัปดาห์ ผู้ชายคนนี้พยายามขอยืมเงินอีก 1.8 แสนบาท อ้างจะเอาเงินไปดาวน์รถยนต์ แต่ตนไม่ได้ให้ไป ส่วนตัวไม่คิดว่าจะถูกหลอก เพราะผู้ชายคนนี้ เป็นคนสนิทของจินตหรา ตนก็ไม่เคยให้ใครยืมเงินมากขนาดนี้ ตนรู้จักผู้ชายคนนี้ ช่วงเดือน พ.ย.63

ซึ่งตนโอนเงินส่งของให้หลายครั้ง นับจนถึงเดือน ธ.ค.63 รวมแล้วน่าจะหมดเงินไป 1 ล้านบาท ในช่วงปลายปี 63 ผู้ชายคนนี้ อ้างว่าไม่สบายเข้าโรงพยาบาล แต่เงินที่ประกันจ่ายแค่ 3,000 ด้วยความที่ตนห่วงเรื่อง CV19 สุดท้ายผู้ชายคนนี้ นอนโรงพยาบาลหมดเงินไปอีก 30,000 บาท โดยครั้งนี้เพื่อนของผู้ชายคนนี้ ติดต่อมาหาตน อ้างว่าผู้ชายคนนี้ ไม่มีเงินจ่ายค่าห้องพักของโรงพยาบาล จึงมาขอความช่วยเหลือตน ส่วนตัวยืนยันว่าไม่ได้คบกัน แต่ผู้ชายคนนี้ มักใช้คำพูดหวาน และคุยกันจนผู้ชายคนนี้เรียกตนว่าเป็นแฟน โดยที่ไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ

กระทั่งช่วงหนึ่งผู้ชายคนนี้ หายไป ก่อนจะมีผู้ชายอีกคนติดต่อกลับมา และอ้างว่าตัวเองหนีหนี้รายวันที่ต้องส่งทุกวัน ทำให้ต้องหายไป โดยช่วงนี้เป็นช่วงที่ตนเสียเงินมากที่สุด คือช่วง ม.ค.-ก.พ.64 โดยโอนเงินรายวัน 5-6 หมื่นบาททุกวัน หากเป็นเสาร์-อาทิตย์ ต้องโอน 1.3 แสนบาท ส่วนที่ตนให้เงินไปเพราะเชื่อมั่นในฐานะที่สนิทสนมกับศิลปิน คิดว่าคงเป็นคนดี และอีกใจหนึ่งก็สงสารที่ตนเคยคุยกับแม่ของผู้ชายคนนี้ และแม่เคยบอกว่าไม่อยากอยู่แล้ว มาไหว้ขอตนให้ตนช่วย ตนก็ไม่คิดว่าจะถูกหลอกแบบนี้ จึงตัดสินใจกลับไทยวันที่ 3 มี.ค.64 ตนเคยปรึกษาพี่น้ำฟ้า ภรรย าหมอปลา ให้ช่วยหานายหน้าที่ดินไปซื้อที่ดินของผู้ชายคนนี้ แต่ผู้ชายคนนี้ก็บ่ายเบี่ยง

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

ทั้งนี้ตนกลับมาไทยกักตัว 15 วัน ยังถูกหลอกให้โอนเงินอีก 90,000 บาท ที่ตนให้เงินเพราะตนกลัวว่าผู้ชายคนนี้ จะหนีและไม่ได้เงินคืน โดยข้ออ้างของผู้ชายคนนี้ คือ ไม่มีเงินจะกินข้าว รวมทั้งไม่มีเงินส่งหนี้รายวัน ตนจึงถอดทองคำให้พนักงานโรงแรมไปจำนำให้ ทั้งนี้เขายังเคยขอให้ตนซื้อโทรศัพท์ และทอง 8 บาท ซื้อของแบรนด์เนม เข็มขัด นาฬิกา รองเท้า และแว่นแบรนด์ดัง

ในวันที่ 20 มี.ค.64 ตนเดินทางไป จ.นครพนม เพื่อไปติดตามทวงหนี แต่ตนไปแบบไม่ให้ผู้ชายคนนี้รู้ และจะไปจัดการเรื่องการขายที่ดิน แต่ก็ถูกผู้ชายคนนี้หลอกเอาเงินไปอีกเกือบ 1 ล้านบาท โดยอ้างเป็นค่าหนี้รายวันเช่นเดิม รอบนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินสดที่ตนให้ จนช่วงปลายเดือนมี.ค.64 เป็นช่วงหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น ผู้ชายคนนี้ก็ได้ส่งรายชื่อคนที่จะให้เงินมา จนทำให้ผู้ชายคนนี้ชนะเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวที่ร้องไห้เพราะเสียใจ ไม่เคยเจอแบบนี้ ส่วนตัวยอมรับว่าบางส่วนตนให้เงินไป ไม่ได้หวังเอาคืน แต่เงินสดที่ให้ไป 4-5 ล้านบาท จากทรัพย์ทั้งหมดเกือบ 7 ล้าน

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ กล่าวว่า จากที่ได้รับเรื่องแล้ว คดีมีความก้ำกึ่งในหลายประเด็น ว่าการโอนเงินมูลค่ามากกว่า 6 ล้านบาท จะเป็นเรื่องเพราะการยืม เสน่หา มีการหลอกลวง ฉ้อโกง ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้หากพิสูจน์ว่ามีการหลอกลวง เช่น

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34

หากอ้างว่าเป็นหนี้ แล้วไม่ได้เป็นหนี้จริง ๆ ก็เข้าข่ายฉ้อโกง หรือแม้แต่อ้างว่ามีคนมาจำนองที่ดิน และมาหลอกเอาเงินผู้เสียหาย ก็เข้าข่ายฉ้อโกง หากผู้ก่อเหตุจะอ้างว่าเป็นเรื่องเสน่หา ตนก็คิดว่าแปลก เพราะ 2 ฝ่ายไม่ได้จดทะเบียนกัน และมีอะไรทำให้ผู้เสียหายต้องโอนเงิน ยอมรับว่าเวลาอันสั้นมีการโอนเงินขนาดนี้ถือว่าเยอะมาก ส่วนคู่กรณีจะให้เหตุผลอะไรก็เป็นสิทธิ์ แต่หลังจากนี้ต้องให้ผู้เสียหายรวบรวมหลักฐาน และจะเข้าแจ้งความ กรณีนี้หากมองเรื่องสังคม คนก่อเหตุเป็นคนมีชื่อเสียง สิ่งที่เกิดขึ้นกับการให้โอนเงิน 6 ล้านบาทเพื่ออะไร ต้องออกมาชี้แจงต่อสังคม

คลิป

ขอบคุณ ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34